การฉีด ฟิลเลอร์ใต้ตา ถือเป็นหัตถการยอดนิยมสำหรับผู้ที่ต้องการแก้ปัญหาใต้ตาลึก คล้ำ เหนื่อยล้าหรือดูโทรม ซึ่งในยุคปัจจุบันการฉีดฟิลเลอร์ได้พัฒนาให้ปลอดภัยและเห็นผลเป็นธรรมชาติมากขึ้น ทำให้หลายคนสนใจเข้ารับบริการ แต่สิ่งที่หลายคนกังวลคือ “เจ็บไหม?” และ “ต้องเตรียมตัวยังไง?” บทความนี้จะพาคุณไปรู้ครบทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับการฉีด ฟิลเลอร์ใต้ตา ตั้งแต่ความรู้พื้นฐาน ขั้นตอน ผลลัพธ์ ความเจ็บ ระดับความเสี่ยง รวมถึงคำแนะนำการเตรียมตัวก่อน–หลังทำอย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์
ฟิลเลอร์ใต้ตาคืออะไร?
ฟิลเลอร์ใต้ตา คือสารเติมเต็มประเภทไฮยาลูโรนิกแอซิด (Hyaluronic Acid – HA) ที่ถูกออกแบบมาให้ช่วยเติมเต็มร่องลึกใต้ตา ลดความหมองคล้ำ ทำให้ใบหน้าดูสดใส อ่อนเยาว์ขึ้นทันทีหลังทำ สาร HA มีคุณสมบัติอุ้มน้ำเข้ากับผิวได้ดี และสามารถสลายได้เองตามธรรมชาติ จึงเป็นหนึ่งในหัตถการที่มีความปลอดภัยสูงเมื่อทำกับแพทย์ที่เชี่ยวชาญ
ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาเจ็บไหม?
หลายคนกลัวความเจ็บเวลาเข้าฉีด ฟิลเลอร์ใต้ตา แต่ในความจริงระดับความเจ็บขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น เทคนิคแพทย์ ประสบการณ์ อุปกรณ์ที่ใช้ และความไวต่อความเจ็บของแต่ละคน โดยทั่วไปแล้ว:
1. มีการแปะยาชาก่อนฉีด
แพทย์ส่วนใหญ่จะทำการแปะยาชาก่อนประมาณ 20–30 นาที ทำให้บริเวณใต้ตาชาก่อนเริ่มฉีด ช่วยลดความรู้สึกเจ็บได้มาก
2. ฟิลเลอร์รุ่นใหม่มีส่วนผสมของยาชา
ฟิลเลอร์หลายยี่ห้อมีส่วนผสมของยาชา Lidocaine ทำให้ระหว่างฉีดเจ็บน้อยหรือแทบไม่เจ็บ
3. ใช้เข็มปลายทู่ (Cannula)
แพทย์มักฉีด ฟิลเลอร์ใต้ตา ด้วยเข็มปลายทู่เพื่อลดการบาดเจ็บของเส้นเลือด ทำให้รู้สึกเจ็บน้อยกว่าเข็มปลายแหลม
โดยรวมแล้วความเจ็บมักอยู่ในระดับ 2–3 จาก 10 คือ เจ็บน้อยมาก ส่วนใหญ่จะรู้สึกแค่ตึง ๆ หรือจี๊ดเล็กน้อยเท่านั้น
ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา
- เห็นผลทันทีหลังทำ
- ใบหน้าดูสดใสขึ้นอย่างชัดเจน
- ช่วยเติมเต็มร่องลึกและลดเงาใต้ตา
- ไม่ต้องพักฟื้น สามารถใช้ชีวิตได้ทันที
- เป็นหัตถการที่มีความปลอดภัยสูงเมื่อทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
การฉีด ฟิลเลอร์ใต้ตา แม้จะมีความปลอดภัย แต่ก็มีความเสี่ยงที่ควรรู้ เช่น
1. อาการบวมช้ำ
โดยมากจะหายภายใน 3–7 วัน
2. ฉีดผิดชั้น ผิวเป็นก้อน
มักเกิดจากการใช้ฟิลเลอร์ผิดประเภท หรือแพทย์ไม่มีความชำนาญในการลงชั้นผิว
3. เสี่ยงต่อการอุดตันของเส้นเลือด
เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้น้อยมาก แต่ต้องเลือกทำกับแพทย์ที่มีประสบการณ์สูงเท่านั้น
ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาเหมาะกับใครบ้าง?
- ผู้ที่มีร่องใต้ตาลึกจากโครงสร้างกระดูก
- ผู้ที่มีเงาใต้ตาทำให้หน้าดูโทรม
- ผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ทันที ไม่ต้องพักฟื้น
- ผู้ที่มีเบ้าตาลึกจากอายุที่เพิ่มขึ้น
ต้องเตรียมตัวยังไงก่อนฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา?
ก่อนเข้ารับการฉีด ฟิลเลอร์ใต้ตา คุณควรเตรียมตัวดังนี้:
1. งดวิตามินและยาละลายลิ่มเลือด 3–7 วัน
ควรงดวิตามิน E, น้ำมันปลา, โสม หรือยาที่ทำให้เลือดไหลง่าย เช่น แอสไพริน เพื่อป้องกันการช้ำง่ายหลังทำ
2. หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์
เพราะทำให้เลือดไหลเวียนเร็วขึ้น เสี่ยงต่อการช้ำและบวมมากขึ้น
3. พักผ่อนให้เพียงพอ
การพักผ่อนช่วยลดอาการบวมหลังฉีด และทำให้การฟื้นตัวดีขึ้น
4. เลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน
ควรเลือกแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ดำเนินการด้วยฟิลเลอร์แท้ นำเข้าถูกต้อง มีเลขจดแจ้ง และใช้เทคนิคที่ถูกต้อง
การดูแลตัวเองหลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา
1. ประคบเย็น 24 ชั่วโมงแรก
ช่วยลดอาการบวมและอักเสบ
2. หลีกเลี่ยงความร้อนอย่างน้อย 48 ชั่วโมง
เช่น ซาวน่า อบไอน้ำ หรือแสงแดดจัด เพราะอาจทำให้ฟิลเลอร์คงตัวไม่ดี
3. หลีกเลี่ยงการนวดหน้าแรงๆ
เพื่อป้องกันฟิลเลอร์เคลื่อนที่หรือผิดตำแหน่ง
4. ดื่มน้ำมากๆ
เพราะ HA จะอุ้มน้ำได้ดี ทำให้ผลลัพธ์ดูฟูและเนียนเป็นธรรมชาติ
ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาอยู่ได้นานแค่ไหน?
ผลลัพธ์ของ ฟิลเลอร์ใต้ตา โดยทั่วไปอยู่ได้ประมาณ 8–18 เดือน ขึ้นอยู่กับประเภทฟิลเลอร์ ยี่ห้อ เทคนิคแพทย์ และการดูแลหลังทำ หากเลือกฟิลเลอร์คุณภาพสูงและทำกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผลลัพธ์จะอยู่ได้นานและเป็นธรรมชาติมากกว่า
สรุป: ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาเจ็บไหม?
สรุปคือ การฉีด ฟิลเลอร์ใต้ตา “เจ็บน้อยมาก” เนื่องจากมีการแปะยาชา ใช้เข็มปลายทู่ และฟิลเลอร์ส่วนใหญ่มีส่วนผสมของยาชา จึงแทบไม่รู้สึกเจ็บ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการแก้ปัญหาใต้ตาลึกและความหมองคล้ำอย่างเร่งด่วน เห็นผลทันที และปลอดภัยหากทำกับแพทย์ที่มีประสบการณ์สูง
เคล็ดลับสำคัญ: เลือกคลินิกที่เชื่อถือได้ ใช้ฟิลเลอร์แท้เท่านั้น เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดีที่สุด